
Scalping คืออะไร? แนะนำวิธีทำกำไรฉบับมือใหม่
ถ้าเคยเห็นคนเปิดออเดอร์แล้วปิดภายในไม่กี่นาที หรือบางครั้งเพียงไม่กี่สิบวินาที นั่นอาจเป็นการเทรดแบบ Scalping แนวคิดของมันไม่ได้อยู่ที่การรอให้ราคาวิ่งไกล แต่เน้นเก็บช่วงการเคลื่อนไหวสั้น ๆ แล้วจบออเดอร์ให้เร็ว ก่อนมองหาโอกาสใหม่
สไตล์นี้จึงดูเหมือนเรียบง่าย เพราะถือออเดอร์ไม่นาน แต่ในทางปฏิบัติกลับต้องอาศัยวินัยสูงมาก ทั้งเรื่องจุดเข้า จุดออก ต้นทุน ความเร็วในการตัดสินใจ และการคุมขนาดออเดอร์ หากพลาดเพียงไม่กี่ครั้ง การขาดทุนครั้งใหญ่สามารถลบกำไรจากออเดอร์เล็ก ๆ หลายครั้งได้ทันที
บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจการเทรดสั้นแบบไม่แต่งให้ดูง่ายเกินจริง ว่าหลักการทำงานเป็นอย่างไร ใช้ Timeframe ไหน ต้องดู Spread กับ Commission มากแค่ไหน วาง Stop Loss อย่างไร และสุดท้ายแล้วสไตล์นี้เหมาะกับคนแบบไหน
Scalping คืออะไร
Scalping คือการเทรดระยะสั้นมาก โดยผู้เทรดหรือที่มักเรียกว่า Scalper จะพยายามทำกำไรจากการเคลื่อนไหวของราคาเพียงช่วงสั้น ๆ แล้วปิดสถานะ ไม่ปล่อยให้ออเดอร์อยู่ในตลาดนานแบบ Day Trade หรือ Swing Trade
หัวใจของการเทรดรูปแบบนี้ไม่ใช่การได้กำไรก้อนใหญ่จากออเดอร์เดียว แต่คือการทำให้แต่ละออเดอร์มีแผนชัด เข้าเร็วเมื่อเงื่อนไขครบ และออกเร็วเมื่อราคาไม่เป็นไปตามที่คิด บางคนอาจเทรดหลายครั้งต่อวัน แต่จำนวนออเดอร์ไม่ได้เป็นตัวตัดสินว่าใครเป็น Scalper สิ่งสำคัญกว่าคือระยะเวลาถือและเป้าหมายที่ค่อนข้างสั้น
ตัวอย่างเช่น หาก EUR/USD มีแนวโน้มขึ้นในช่วงตลาดลอนดอน Scalper อาจรอให้ราคาย่อลงมาบริเวณแนวรับระยะสั้น แล้วเปิด Buy โดยหวังเก็บเพียงไม่กี่ Pip เมื่อราคาเด้งขึ้นถึงเป้าหมายก็ปิด ไม่จำเป็นต้องถือรอทั้งวันว่าราคาจะขึ้นต่ออีกมากแค่ไหน
Scalping ต่างจาก Day Trade และ Swing Trade อย่างไร

ความต่างหลักอยู่ที่ระยะเวลาถือออเดอร์และขนาดการเคลื่อนไหวที่ต้องการเก็บ ยิ่งถือสั้น การตัดสินใจยิ่งเร็ว และต้นทุนต่อออเดอร์ยิ่งมีผลกับผลลัพธ์มากขึ้น
สไตล์ | ระยะเวลาถือโดยทั่วไป | ลักษณะการเทรด |
Scalping | วินาทีถึงไม่กี่นาที | เก็บการเคลื่อนไหวสั้น เข้าออกเร็ว อาจมีหลายออเดอร์ |
Day Trade | นาทีถึงหลายชั่วโมง | เปิดและปิดภายในวันเดียว มองเป้าหมายกว้างกว่า |
Swing Trade | หลายวันถึงหลายสัปดาห์ | ถือผ่านหลายช่วงตลาด เน้นการเคลื่อนไหวรอบใหญ่กว่า |
ดังนั้นการเทรดสั้นไม่ได้ดีกว่าหรือแย่กว่าสไตล์อื่น แต่แลกกันคนละแบบ คนที่ชอบตัดสินใจเร็วอาจรู้สึกว่าสนุกและชัดเจน ขณะที่คนที่ไม่สามารถอยู่หน้าจอเป็นช่วง ๆ หรือไม่ชอบรับแรงกดดันจากการตัดสินใจถี่ อาจเหมาะกับกรอบเวลาที่ยาวกว่า
Scalping ทำกำไรจากอะไร
หลักการทำกำไรเหมือนการเทรดทั่วไป คือเปิด Buy เมื่อคาดว่าราคาจะขึ้น หรือเปิด Sell เมื่อคาดว่าราคาจะลง แล้วรับผลต่างระหว่างราคาที่เข้าและราคาที่ออก เพียงแต่เป้าหมายของสไตล์นี้มักสั้นกว่า จึงต้องให้ความสำคัญกับรายละเอียดเล็ก ๆ มากขึ้น
สมมติเปิด Buy EUR/USD และตั้งเป้าเพียง 5 Pip ถ้า Spread อยู่ที่ 1 Pip ต้นทุนจาก Spread ก็กินพื้นที่ไปแล้วส่วนหนึ่งตั้งแต่เริ่ม นี่ยังไม่รวม Commission หรือ Slippage ที่อาจเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นการเทรดที่มองเป้าใกล้มากจะไวต่อต้นทุนมากกว่าการเทรดที่หวังการเคลื่อนไหวหลายสิบ Pip
จุดนี้ทำให้การเทรดสั้นไม่ใช่แค่เรื่องหาจุดเข้าที่แม่น แต่ต้องมองว่าหลังหักต้นทุนแล้ว ออเดอร์ยังมีความคุ้มค่าหรือไม่ หากระบบชนะบ่อยแต่กำไรต่อครั้งเล็กมากจนต้นทุนกินไปส่วนใหญ่ ผลลัพธ์จริงอาจไม่ดีอย่างที่เห็นจากกราฟ
ทำไม Spread และ Commission สำคัญมากกับ Scalping

สำหรับการเทรดสั้น ต้นทุนคือเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะมีการเข้าออกบ่อย สมมติเทรดวันละหลายออเดอร์ ต้นทุนเล็ก ๆ ที่ดูเหมือนไม่มากต่อครั้งสามารถสะสมจนเป็นจำนวนที่มีผลต่อผลลัพธ์ทั้งเดือน
Spread ควรอยู่ในระดับที่สอดคล้องกับเป้าหมายกำไร หากเป้าเพียงไม่กี่ Pip แต่ Spread กว้าง ออเดอร์จะเริ่มต้นเสียเปรียบมาก
Commission ต้องรวมเข้าไปในต้นทุนต่อรอบ ไม่ควรดูเฉพาะ Spread ต่ำแล้วสรุปว่าบัญชีนั้นถูกกว่า
Slippage สำคัญในช่วงที่ราคาวิ่งเร็ว เพราะราคาที่ได้จริงอาจต่างจากราคาที่กด
ความเร็วในการส่งคำสั่งมีผลมากขึ้นเมื่อจุดเข้าและจุดออกอยู่ใกล้กัน
ก่อนใช้เงินจริงจึงควรดูต้นทุนจากบัญชีและคู่เงินที่ใช้จริงในช่วงเวลาที่ตัวเองเทรด ไม่ใช่ดูเฉพาะตัวเลขต่ำสุดบนหน้าโฆษณา
Scalping ใช้ Timeframe ไหน
การเทรดสไตล์นี้มักใช้กราฟสั้น เช่น 1 นาที 5 นาที หรือ 15 นาที แต่ไม่ได้หมายความว่าต้องตัดสินใจจากกราฟสั้นเพียงอย่างเดียว หลายคนดูกรอบเวลาที่สูงกว่าเพื่อหาทิศทางก่อน แล้วใช้กราฟสั้นหาจังหวะเข้า
ตัวอย่างหนึ่งคือใช้กราฟ 1 ชั่วโมงดูว่าภาพใหญ่กำลังเป็นขาขึ้นหรือขาลง จากนั้นลงมาที่กราฟ 5 นาทีเพื่อรอจังหวะย่อหรือจังหวะทะลุ จุดประสงค์คือไม่ให้การตัดสินใจในกราฟสั้นขัดกับบริบทของตลาดโดยไม่จำเป็น
สิ่งที่ต้องระวังคือกราฟสั้นมี Noise มาก ราคาเคลื่อนไหวกลับไปกลับมาได้บ่อย สัญญาณที่ดูชัดบนกราฟ 1 นาทีอาจเป็นเพียงการแกว่งเล็ก ๆ เมื่อมองจากกราฟ 1 ชั่วโมง ดังนั้นต้องมีกติกาว่าอะไรคือสัญญาณจริง และอะไรคือการเคลื่อนไหวที่ควรปล่อยผ่าน
ช่วงเวลาไหนเหมาะกับ Scalping มากกว่า
การเทรดสั้นมักต้องการตลาดที่มีสภาพคล่องพอสมควร เพราะช่วยให้ราคาซื้อขายต่อเนื่องและ Spread ไม่กว้างเกินไป ช่วงที่ตลาดหลักเปิดทำการจึงมักมีโอกาสมากกว่าช่วงที่ตลาดเงียบ
คู่เงินที่เกี่ยวกับ EUR และ GBP มักคึกคักขึ้นเมื่อเข้าสู่ตลาดยุโรป ส่วนคู่ที่มี USD มักมีแรงซื้อขายเพิ่มในช่วงนิวยอร์ก ช่วงที่ลอนดอนกับนิวยอร์กเปิดคาบเกี่ยวกันมักมีสภาพคล่องสูง แต่ความเร็วของราคาก็เพิ่มขึ้นตาม
ไม่จำเป็นต้องเลือกช่วงที่ราคาวิ่งแรงที่สุดเสมอไป หากความเร็วเกินกว่าที่จัดการได้ Spread และ Slippage อาจเพิ่มขึ้น รวมถึงมีโอกาสกดออเดอร์ผิดจากความเร่งรีบ การเลือกช่วงที่คุ้นและทำตามแผนได้สำคัญกว่าการไล่ตามความผันผวน
ขั้นตอน Scalping หนึ่งออเดอร์ควรคิดอะไรบ้าง

การเทรดสั้นไม่ได้แปลว่าต้องคิดสั้น ยิ่งถือออเดอร์ไม่นาน ขั้นตอนก่อนเข้าอาจยิ่งต้องชัด เพื่อไม่ให้การตัดสินใจกลายเป็นการกดตามราคา
เลือกคู่เงินและช่วงเวลาที่สภาพคล่องเหมาะสมกับแผน
ดูทิศทางจากกรอบเวลาที่สูงกว่าก่อนว่าตลาดกำลังมีแนวโน้มหรือแกว่งออกข้าง
กำหนดรูปแบบที่รอ เช่นย่อแล้วไปต่อ เด้งจากแนวรับแนวต้าน หรือทะลุกรอบ
รู้จุดเข้า จุด Stop Loss และจุด Take Profit ก่อนกดออเดอร์
คำนวณ Lot จากเงินที่ยอมเสีย ไม่เลือก Lot จากกำลังซื้อสูงสุดของบัญชี
เช็ก Spread และข่าวสำคัญว่ามีอะไรใกล้เวลาที่กำลังจะเข้า
เมื่อเข้าแล้วทำตามแผน หากเงื่อนไขเสียให้ปิด ไม่ขยาย Stop Loss เพื่อรอให้ราคากลับ
ถ้าขั้นตอนเหล่านี้ใช้เวลานานจนตามราคาไม่ทัน แปลว่ากติกายังอาจไม่ชัดพอ การเทรดที่ดีไม่ได้วัดจากความเร็วในการกด แต่จากความเร็วที่เกิดขึ้นบนพื้นฐานของแผนที่เตรียมไว้แล้ว
Stop Loss ใน Scalping ควรวางอย่างไร
การเทรดสั้นต้องมีจุดยอมรับว่ามุมมองผิด เพราะกำไรต่อครั้งมักไม่ใหญ่ หากปล่อยออเดอร์ขาดทุนหนึ่งครั้งกว้างเกินไป อาจต้องใช้กำไรจากหลายออเดอร์มาชดเชย
จุด Stop Loss ไม่ควรวางจากจำนวนเงินที่อยากเสียก่อน แต่ควรวางตรงจุดที่ทำให้เหตุผลในการเข้าออเดอร์ใช้ต่อไม่ได้แล้ว เช่นหลุดแนวรับที่ใช้เป็นเหตุผลซื้อ หรือกลับเข้าไปในกรอบหลังจากพยายาม Breakout จากนั้นจึงค่อยลดหรือเพิ่ม Lot เพื่อให้จำนวนเงินที่เสี่ยงอยู่ในขอบเขตที่กำหนด
แนวคิดนี้สำคัญมากกับการเทรดสั้น เพราะถ้าบีบ Stop Loss แคบเกินไปเพียงเพื่อใช้ Lot ใหญ่ ราคาแกว่งธรรมดาก็อาจชน Stop ก่อนเคลื่อนไหวตามแผน แต่ถ้าวางกว้างเกินไป ความเสียหายหนึ่งครั้งก็อาจไม่สมดุลกับกำไรที่คาดหวัง
กลยุทธ์ Scalping ที่มักพบมีแบบไหนบ้าง
เทรดตามแนวโน้มแล้วรอราคาย่อ
แนวทางนี้เริ่มจากหาทิศทางหลักก่อน ถ้าตลาดเป็นขาขึ้นจะไม่ไล่ Buy ตอนราคาพุ่ง แต่รอให้ราคาย่อเข้าหาบริเวณที่มีแรงซื้อ แล้วค่อยหาจังหวะเข้า จุดเด่นคือเทรดไปทางเดียวกับแรงหลักของตลาด
เด้งจากแนวรับและแนวต้าน
Scalper บางคนใช้บริเวณราคาที่ตลาดตอบสนองซ้ำเป็นจุดรอ หากราคาเข้าใกล้แนวรับแล้วเริ่มมีแรงซื้อกลับ อาจมอง Buy ระยะสั้น แต่ต้องกำหนดจุดยอมแพ้ชัด เพราะแนวรับสามารถแตกได้เสมอ
Breakout ระยะสั้น
อีกแนวทางคือรอให้ราคาออกจากกรอบที่เคลื่อนไหวแคบ แล้วตามแรงเมื่อมีสัญญาณว่าการทะลุมีโอกาสไปต่อ สิ่งที่ต้องระวังคือ False Breakout ซึ่งราคาทะลุแล้วกลับเข้ากรอบอย่างรวดเร็ว
ไม่ว่าจะใช้แนวทางไหนก็ไม่ควรพึ่งรูปแบบเพียงอย่างเดียว ต้องทดสอบว่ากติกานั้นทำงานกับคู่เงิน ช่วงเวลา และต้นทุนจริงของบัญชีหรือไม่
Scalping ช่วงข่าวทำได้ไหม
ทำได้ในทางเทคนิค แต่ช่วงข่าวสำคัญเป็นช่วงที่การเทรดสั้นยากขึ้นมาก ราคาสามารถกระชากเร็ว Spread กว้าง และ Slippage เพิ่ม จน Stop Loss หรือ Take Profit ได้ราคาต่างจากที่คาด
สำหรับมือใหม่ การหลีกเลี่ยงช่วงประกาศตัวเลขใหญ่ เช่นการตัดสินใจดอกเบี้ยหรือข้อมูลการจ้างงาน อาจช่วยลดตัวแปรที่ควบคุมไม่ได้ก่อน เมื่อมีประสบการณ์มากขึ้นจึงค่อยศึกษาว่ากลยุทธ์ของตัวเองรับสภาพตลาดแบบนั้นได้หรือไม่
Scalping เหมาะกับใคร
สไตล์นี้มักเหมาะกับคนที่มีเวลาจดจ่อกับตลาดเป็นช่วง ๆ ตัดสินใจตามกติกาได้เร็ว และยอมปิดขาดทุนเล็กโดยไม่พยายามเอาคืนทันที นอกจากนี้ต้องรับได้ว่าบางวันอาจไม่มีจังหวะที่ดี แม้จะนั่งดูกราฟอยู่หลายชั่วโมง
มีเวลาหน้าจอและสามารถโฟกัสได้โดยไม่ถูกรบกวนบ่อย
ชอบแผนที่มีจุดเข้าออกชัดและผลลัพธ์เกิดเร็ว
ควบคุมอารมณ์หลังแพ้หรือชนะติดกันได้
ยอมรับการขาดทุนเล็ก ๆ ตามแผนได้โดยไม่ขยายความเสี่ยง
ในทางกลับกัน ถ้าต้องทำงานไปด้วยและเปิดกราฟดูได้เป็นครั้งคราว การเทรดสั้นอาจสร้างแรงกดดันเกินความจำเป็น เพราะช่วงเวลาที่ต้องตัดสินใจมักสั้นมาก การเลือก Day Trade หรือ Swing Trade อาจเข้ากับชีวิตประจำวันมากกว่า
ข้อผิดพลาดที่คนเริ่ม Scalping เจอบ่อย
เปิดออเดอร์เยอะเพราะคิดว่ายิ่งเทรดยิ่งมีโอกาส
จำนวนออเดอร์ไม่ได้ทำให้ระบบดีขึ้น หากไม่มีจังหวะตามแผน การกดเพิ่มเพียงเพราะอยากให้มีออเดอร์มักเปลี่ยนการเทรดให้กลายเป็น Overtrading และทำให้ต้นทุนสะสมเร็ว
ใช้ Lot ใหญ่เพราะ Stop Loss สั้น
Stop Loss สั้นไม่ได้แปลว่าสามารถใช้ Lot ใหญ่ได้แบบไม่จำกัด ต้องดูจำนวนเงินที่เสียเมื่อ Stop ทำงานเสมอ การเพิ่ม Lot มากเกินไปทำให้ราคาแกว่งเพียงเล็กน้อยก็ส่งผลต่อพอร์ตแรง
ไม่รวมต้นทุนตอนประเมินระบบ
ระบบที่ดูมีกำไรจากกราฟอาจกลายเป็นขาดทุนเมื่อรวม Spread, Commission และ Slippage โดยเฉพาะระบบที่เป้าหมายต่อออเดอร์สั้น
ไล่ราคาเพราะกลัวพลาด
เมื่อเห็นแท่งราคาวิ่งแรง มือใหม่มักกดตามทั้งที่จุดเข้าเลยจากแผนไปแล้ว ปัญหาคือ Stop Loss มักกว้างขึ้น ขณะที่พื้นที่กำไรเหลือน้อยลง จึงทำให้อัตราส่วนความเสี่ยงแย่ลง
จะเริ่มฝึก Scalping ยังไงให้ไม่รีบใช้เงินจริง
ถ้าสนใจสไตล์นี้ควรเริ่มจาก Demo ก่อน เพื่อให้คุ้นกับการเปิดปิดออเดอร์ การตั้ง Stop Loss การอ่าน Spread และความเร็วของราคาบนกราฟสั้น เป้าหมายของ Demo ไม่ใช่ทำกำไรให้มากที่สุด แต่คือพิสูจน์ว่าทำตามกติกาได้หรือไม่
เลือกคู่เงินเพียง 1 ถึง 2 คู่ เลือกช่วงเวลาเดียวกันทุกวัน และใช้กติกาเดิมต่อเนื่องสักระยะ จากนั้นจดจำนวนออเดอร์ที่ชนะ ขาดทุนเฉลี่ย กำไรเฉลี่ย ต้นทุน และ Drawdown สิ่งเหล่านี้ช่วยให้รู้ว่ากลยุทธ์มีโอกาสใช้จริงหรือแค่ดูดีในบางวัน
เมื่อย้ายไปบัญชีจริงควรเริ่มด้วยขนาดที่เล็ก เพราะแรงกดดันจากเงินจริงทำให้พฤติกรรมเปลี่ยนได้ง่าย คนที่ทำตามแผนใน Demo ได้ดีอาจเริ่มปิดกำไรเร็วหรือขยาย Stop Loss เมื่อเงินจริงเข้ามาเกี่ยว
เลือกบัญชีและโบรกเกอร์สำหรับ Scalping ควรดูอะไร
การเทรดสั้นพึ่งพาคุณภาพการส่งคำสั่งมากกว่าสไตล์ที่ถือยาว จึงควรดูองค์ประกอบหลายอย่างพร้อมกัน ไม่ใช่เลือกจาก Leverage สูงหรือ Spread ต่ำสุดเพียงตัวเลขเดียว
Spread และ Commission รวมกันแล้วเป็นต้นทุนต่อรอบเท่าไร
ความเร็วในการส่งคำสั่งและ Slippage ในช่วงที่เทรดจริงเป็นอย่างไร
โบรกเกอร์มีข้อจำกัดเรื่อง Scalping หรือระยะเวลาถือออเดอร์หรือไม่
คู่เงินที่ต้องการเทรดมีสภาพคล่องและเงื่อนไข Margin แบบใด
แพลตฟอร์มมีความเสถียรและตั้ง Stop Loss หรือ Pending Order ได้สะดวกหรือไม่
สำหรับผู้ที่พิจารณาเทรดกับ MORROC Prime ควรตรวจสอบเงื่อนไขของประเภทบัญชี Spread, Commission, Leverage และข้อกำหนดการส่งคำสั่งของสินทรัพย์ที่ต้องการใช้การเทรดสั้นก่อนเปิดสถานะจริง เพราะต้นทุนและเงื่อนไขอาจต่างกันตามบัญชีและช่วงเวลา
สรุป Scalping เหมาะกับการทำกำไรเร็วจริงไหม
การเทรดแบบ Scalping จบออเดอร์เร็ว แต่ไม่ได้แปลว่าทำกำไรง่ายหรือรวยเร็ว จุดแข็งคือไม่ต้องถือความเสี่ยงนานและมีโอกาสเห็นผลของแผนจำนวนมากในเวลาสั้น แต่สิ่งที่แลกมาคือความกดดัน ต้นทุนจากการเข้าออกบ่อย และความผิดพลาดที่เกิดเร็วเช่นกัน
คนที่อยากใช้สไตล์นี้ควรให้ความสำคัญกับสามเรื่องก่อน คือกติกาการเข้าออกที่ชัด ต้นทุนที่รู้จริง และความเสี่ยงต่อออเดอร์ที่ควบคุมได้ หากสามเรื่องนี้ยังไม่ชัด การพยายามเพิ่มความเร็วหรือเพิ่มจำนวนออเดอร์มักทำให้ผลลัพธ์แย่ลงมากกว่าดีขึ้น
ท้ายที่สุดนี่เป็นเพียงหนึ่งสไตล์การเทรด ไม่จำเป็นต้องเหมาะกับทุกคน หากทดลองแล้วพบว่าต้องเฝ้าจอจนเครียด ตัดสินใจเร็วเกินไป หรือทำตามแผนไม่ได้ การเลือกกรอบเวลาที่ช้าลงไม่ใช่การถอย แต่เป็นการเลือกวิธีที่เข้ากับตัวเองมากกว่า
คำถามที่พบบ่อย

1. Scalping คืออะไรแบบสั้นที่สุด
Scalping คือการเทรดระยะสั้นมาก เน้นเก็บการเคลื่อนไหวของราคาเพียงช่วงเล็ก ๆ แล้วปิดออเดอร์เร็ว
2. Scalping ต้องถือออเดอร์กี่นาที
ไม่มีเวลาตายตัว บางออเดอร์อาจจบในไม่กี่สิบวินาที บางออเดอร์ใช้หลายนาที จุดสำคัญคือเป็นการเทรดที่มองเป้าหมายระยะสั้นมาก
3. Scalping ใช้กราฟกี่นาที
มักพบกราฟ 1 นาที 5 นาที และ 15 นาที แต่หลายคนใช้กรอบเวลาที่สูงกว่าร่วมด้วยเพื่อดูทิศทางก่อนหาจังหวะเข้า
4. มือใหม่เริ่ม Scalping ได้ไหม
เริ่มฝึกได้ แต่ควรใช้ Demo ก่อน เพราะต้องจัดการเรื่องต้นทุน ความเร็วของราคา Stop Loss และขนาด Lot พร้อมกัน
5. Scalping ต้องใช้ Leverage สูงไหม
ไม่จำเป็น Leverage มีผลกับ Margin ที่ต้องใช้ แต่ความเสี่ยงจริงขึ้นอยู่กับขนาด Lot ระยะ Stop Loss และจำนวนเงินที่ยอมเสียต่อออเดอร์
6. Scalping คู่เงินไหนนิยม
คู่เงินหลักที่มีสภาพคล่องสูงมักถูกเลือกมาก เพราะโดยทั่วไป Spread แข่งขันกันและมีคำสั่งซื้อขายต่อเนื่อง เช่น EUR/USD หรือ USD/JPY
7. Scalping กับ Day Trade อะไรดีกว่า
ไม่มีแบบไหนดีกว่าสำหรับทุกคน สไตล์นี้เหมาะกับคนที่ชอบตัดสินใจเร็วและมีเวลาหน้าจอ ส่วน Day Trade เปิดพื้นที่ให้วิเคราะห์และถือออเดอร์นานกว่า