
คู่เงินหลัก Forex มีอะไรบ้าง? รู้จัก 7 คู่เงินยอดนิยมก่อนเริ่มเทรด
ถ้าเพิ่งเปิดหน้าราคา Forex ครั้งแรก สิ่งที่ทำให้หลายคนงงไม่ใช่กราฟ แต่เป็นรายชื่อคู่เงินที่มีให้เลือกเต็มหน้าจอ ทั้ง EUR/USD, GBP/JPY, AUD/NZD ไปจนถึงคู่ที่ชื่อไม่คุ้นตา แล้วเราควรเริ่มดูจากคู่ไหนก่อน
คำตอบที่ง่ายที่สุดคือ เริ่มจากคู่เงินหลัก Forex ก่อน เพราะเป็นกลุ่มที่มีคนซื้อขายมาก สภาพคล่องสูง ข้อมูลข่าวสารหาได้ง่าย และโดยทั่วไปมีต้นทุนการซื้อขายที่แข่งขันกันมากกว่าคู่เงินที่ตลาดบาง
โดยทั่วไป คู่เงินหลักหรือ Major Currency Pairs มักหมายถึง 7 คู่ที่มีดอลลาร์สหรัฐอยู่ฝั่งใดฝั่งหนึ่ง ได้แก่ EUR/USD, USD/JPY, GBP/USD, USD/CHF, AUD/USD, USD/CAD และ NZD/USD แต่ละคู่ใช้สกุลเงินหลักของโลกเหมือนกันก็จริง ทว่านิสัยการเคลื่อนไหวไม่เหมือนกันเลย การรู้ว่าแต่ละคู่ตอบสนองกับอะไร จะช่วยให้เลือกกราฟได้เหมาะกับเวลาที่มีและสไตล์การเทรดของตัวเองมากขึ้น
คู่เงินหลัก Forex คืออะไร
ในตลาด Forex เราไม่ได้ซื้อเงินสกุลเดียวโดด ๆ แต่ซื้อสกุลหนึ่งพร้อมกับขายอีกสกุลหนึ่ง จึงต้องแสดงราคาเป็นคู่ เช่น EUR/USD เป็นการเปรียบเทียบมูลค่าของยูโรกับดอลลาร์สหรัฐ
คำว่า คู่เงินหลัก ใช้เรียกคู่ที่ประกอบด้วยดอลลาร์สหรัฐและสกุลเงินสำคัญของเศรษฐกิจขนาดใหญ่ จุดร่วมของคู่เหล่านี้คือมีปริมาณการซื้อขายสูง มีผู้ซื้อผู้ขายอยู่ในตลาดจำนวนมาก และมีข่าวเศรษฐกิจที่นักลงทุนทั่วโลกติดตามอยู่ตลอด
นั่นไม่ได้หมายความว่าคู่เงินหลักจะเทรดง่ายหรือปลอดภัยเสมอไป เพียงแต่ตลาดของมันมักลึกกว่า คู่เงินที่มีสภาพคล่องน้อยจึงมีโอกาสเห็น Spread กว้างและราคากระโดดมากกว่าในบางช่วง
คู่เงินหลัก Forex มีอะไรบ้าง

ถ้าอยากจำให้ครบ ไม่ต้องท่องชื่อประเทศทั้งหมด ให้จำหลักง่าย ๆ ว่า กลุ่มนี้มีดอลลาร์สหรัฐอยู่หนึ่งฝั่ง แล้วจับคู่กับยูโร เยน ปอนด์ ฟรังก์สวิส ดอลลาร์ออสเตรเลีย ดอลลาร์แคนาดา และดอลลาร์นิวซีแลนด์
คู่เงิน | ลักษณะที่มักพบ | ปัจจัยที่ควรจับตา |
EUR/USD | สภาพคล่องสูงมาก การเคลื่อนไหวค่อนข้างต่อเนื่อง เหมาะกับการเริ่มฝึกอ่านกราฟ | นโยบายดอกเบี้ยของ Fed และ ECB รวมถึงตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ และยูโรโซน |
USD/JPY | มักคึกคักในช่วงตลาดเอเชีย และตอบสนองกับทิศทางผลตอบแทนพันธบัตรได้ชัด | Fed, Bank of Japan, ค่าเงินเยน และความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัย |
GBP/USD | มักแกว่งเร็วกว่า EUR/USD จังหวะขึ้นลงชัด แต่ต้องรับความผันผวนให้ได้ | Bank of England, เงินเฟ้อ การจ้างงาน และข่าวเศรษฐกิจสหราชอาณาจักร |
USD/CHF | เกี่ยวข้องกับฟรังก์สวิสซึ่งมักถูกมองเป็นสกุลเงินปลอดภัยในช่วงตลาดกังวล | Swiss National Bank, ความเสี่ยงในตลาดโลก และทิศทางดอลลาร์สหรัฐ |
AUD/USD | ไวต่อบรรยากาศการลงทุนและภาพเศรษฐกิจเอเชีย โดยเฉพาะจีน | Reserve Bank of Australia, ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ และข้อมูลเศรษฐกิจจีน |
USD/CAD | มีความเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจแคนาดาและตลาดพลังงาน | Bank of Canada, ราคาน้ำมัน และข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ กับแคนาดา |
NZD/USD | เคลื่อนไหวคล้ายกลุ่มสกุลเงินสินค้าโภคภัณฑ์ แต่สภาพคล่องน้อยกว่า EUR/USD | Reserve Bank of New Zealand, ภาคเกษตร และบรรยากาศการลงทุนทั่วโลก |
ถ้ามองตารางแล้วรู้สึกว่าทุกคู่ก็คล้ายกัน จุดที่ต่างจริง ๆ อยู่ที่แรงขับของราคา EUR/USD มักถูกขับด้วยภาพเศรษฐกิจสหรัฐฯ กับยุโรป ขณะที่ USD/JPY มีเรื่องดอกเบี้ยและตลาดพันธบัตรเข้ามาเกี่ยวมาก ส่วน AUD/USD และ NZD/USD มักไวต่อบรรยากาศการลงทุนในเอเชียมากกว่า
ทำไมคนส่วนใหญ่เริ่มจากคู่เงินหลัก
เหตุผลแรกคือเรื่องสภาพคล่อง คู่เงินที่มีคนซื้อขายมากจะมีคำสั่งรออยู่ทั้งฝั่งซื้อและฝั่งขายจำนวนมาก ในภาวะตลาดปกติจึงมักเข้าออกออเดอร์ได้ง่ายกว่า และ Spread มักแคบกว่าคู่เงินที่ไม่ค่อยมีคนเทรด
เหตุผลต่อมาคือข้อมูลหาไม่ยาก ข่าวที่มีผลกับดอลลาร์ ยูโร เยน หรือปอนด์ถูกติดตามโดยสื่อการเงินทั่วโลกอยู่แล้ว มือใหม่จึงสามารถเชื่อมสิ่งที่เกิดบนกราฟกับเหตุการณ์จริงได้ง่ายกว่า เช่น วันไหน Fed ส่งสัญญาณเรื่องดอกเบี้ย เราจะเห็นผลกับคู่เงินที่มี USD หลายคู่พร้อมกัน
อีกข้อที่สำคัญคือมีประวัติราคาและบทวิเคราะห์จำนวนมากให้ศึกษา เวลาฝึกดูแนวรับ แนวต้าน หรือพฤติกรรมช่วงข่าว เราจะหาเคสย้อนหลังของคู่เงินหลักได้ง่ายกว่าคู่ที่ตลาดเล็ก
คู่ไหนเหมาะกับมือใหม่มากที่สุด

ถ้าต้องเลือกเพียงคู่เดียวเพื่อเริ่มฝึก EUR/USD มักเป็นตัวเลือกที่เข้าใจง่ายที่สุด เพราะสภาพคล่องสูง ข่าวหาง่าย และโดยทั่วไปต้นทุนการซื้อขายอยู่ในระดับแข่งขันกันมาก แต่คำว่าเหมาะกับมือใหม่ไม่ได้แปลว่าราคาจะเคลื่อนช้าหรือขาดทุนยาก เพียงแค่โครงสร้างตลาดและข้อมูลประกอบมีให้เรียนรู้ค่อนข้างครบ
คนที่มีเวลาติดตามกราฟช่วงตลาดเอเชียอาจดู USD/JPY เพิ่ม เพราะมีการเคลื่อนไหวที่สัมพันธ์กับข่าวจากญี่ปุ่นและทิศทางตลาดพันธบัตร ส่วนคนที่ชอบจังหวะเร็วและรับการแกว่งได้มากขึ้นอาจสนใจ GBP/USD แต่ไม่ควรเริ่มจากการเปิดหลายคู่พร้อมกัน
วิธีที่ช่วยให้เรียนรู้เร็วกว่า คือเลือก 1 ถึง 2 คู่แล้วดูซ้ำไปเรื่อย ๆ จนเริ่มคุ้นว่าคู่นั้นชอบนิ่งช่วงไหน ชอบเร่งตัวตอนข่าวอะไร และ Spread เปลี่ยนอย่างไรในแต่ละช่วงเวลา ความคุ้นเคยแบบนี้มีประโยชน์มากกว่าการสลับกราฟไปมาทั้งหน้าจอ
คู่เงินหลักแต่ละคู่คึกคักช่วงไหน
ตลาด Forex เปิดต่อเนื่องหลายเขตเวลา แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกคู่จะคึกคักเท่ากันทั้งวัน สกุลเงินมักมีการซื้อขายหนาแน่นขึ้นเมื่อศูนย์กลางการเงินของประเทศนั้นเปิดทำการ
USD/JPY, AUD/USD และ NZD/USD มักมีจังหวะให้ติดตามมากขึ้นในช่วงตลาดเอเชีย
EUR/USD, GBP/USD และ USD/CHF มักคึกคักขึ้นเมื่อตลาดยุโรปเปิด
คู่ที่มี USD เกือบทั้งหมดจะมีแรงซื้อขายเพิ่มขึ้นเมื่อเข้าสู่ช่วงตลาดนิวยอร์ก
ช่วงที่ตลาดลอนดอนและนิวยอร์กเปิดพร้อมกันมักเป็นช่วงที่สภาพคล่องสูง แต่ความเร็วของราคาก็เพิ่มตาม
สำหรับคนไทย ไม่จำเป็นต้องเฝ้ากราฟทั้งวัน เลือกช่วงเวลาที่ตรงกับชีวิตประจำวันของตัวเองก่อน แล้วค่อยเลือกคู่เงินที่มีสภาพคล่องดีในช่วงนั้น จะจัดการการเทรดง่ายกว่าการฝืนตารางชีวิตเพื่อไล่ตามทุกตลาด
คู่เงินหลักกับคู่เงินรองต่างกันอย่างไร
จุดแบ่งที่จำง่ายที่สุดคือ คู่เงินหลักมีดอลลาร์สหรัฐอยู่ฝั่งหนึ่ง ส่วนคู่เงินรองหรือ Cross Currency Pair เป็นการจับคู่สกุลเงินสำคัญเข้าด้วยกันโดยไม่มีดอลลาร์ เช่น EUR/GBP, EUR/JPY หรือ GBP/JPY
คู่เงินรองไม่ได้แปลว่าไม่น่าเทรด หลายคู่มีสภาพคล่องสูงและเป็นที่นิยมมาก เพียงแต่แรงขับของราคามักต้องดูเศรษฐกิจของสองฝั่งโดยตรง เช่น EUR/GBP ต้องติดตามทั้งยุโรปและสหราชอาณาจักร ส่วน GBP/JPY มีชื่อเรื่องความผันผวนที่ค่อนข้างสูง จึงอาจไม่ใช่คู่แรกที่เหมาะกับคนเพิ่งเริ่ม
นอกจากนี้ยังมีคู่เงิน Exotic ซึ่งนำสกุลเงินหลักไปจับคู่กับสกุลเงินของตลาดเกิดใหม่ คู่กลุ่มนี้มักมี Spread กว้างกว่าและสภาพคล่องบางกว่า จึงต้องระวังเรื่องต้นทุนกับการกระโดดของราคาเป็นพิเศษ
อย่ามองคู่เงินแยกกันจนลืมว่ามี USD ตัวเดียวกัน
ข้อผิดพลาดที่เจอบ่อยคือเปิด EUR/USD, GBP/USD และ AUD/USD พร้อมกัน เพราะคิดว่าเป็นคนละกราฟ แต่จริง ๆ แล้วทั้งสามออเดอร์มีดอลลาร์สหรัฐเป็นส่วนประกอบเหมือนกัน ถ้าทิศทางที่เปิดไว้ล้วนเป็นการเดิมพันว่าดอลลาร์จะอ่อน พอร์ตอาจรับความเสี่ยงจากเรื่องเดียวกันมากกว่าที่เห็น
ดังนั้นก่อนเปิดหลายคู่ ลองถามตัวเองว่าถ้า USD แข็งขึ้นแรงพร้อมกัน ออเดอร์ทั้งหมดจะขาดทุนไปทางเดียวกันหรือไม่ ถ้าคำตอบคือใช่ การแบ่งออเดอร์ออกหลายคู่ไม่ได้ช่วยกระจายความเสี่ยงจริง
วิธีเลือกคู่เงินหลักให้เข้ากับสไตล์ตัวเอง

แทนที่จะถามว่าคู่ไหนดีที่สุด ลองเลือกจากสิ่งที่ควบคุมได้ง่ายกว่า
ดูเวลาที่คุณเทรด ถ้าเทรดช่วงเอเชียบ่อย ให้เริ่มจากคู่ที่เกี่ยวกับ JPY, AUD หรือ NZD
ดูความเร็วที่รับได้ ถ้าไม่ชอบกราฟกระชากบ่อย อย่าเริ่มจากคู่ที่มีความผันผวนสูงเพียงเพราะเห็นว่าทำกำไรได้เร็ว
ดูต้นทุนจริง เช็ก Spread และ Commission ของบัญชีที่ใช้ในช่วงเวลาที่คุณเทรดจริง ไม่ใช่ดูเฉพาะตัวเลขต่ำสุดบนหน้าโฆษณา
ดูข่าวที่คุณตามไหว เลือกคู่ที่เข้าใจปัจจัยของมัน จะช่วยให้ไม่ตกใจเวลาราคาเคลื่อนไหวแรงเพราะข่าวที่ไม่รู้มาก่อน
เริ่มน้อยคู่ก่อน ยิ่งติดตามน้อยคู่ ยิ่งเห็นพฤติกรรมซ้ำ ๆ ของราคาได้เร็ว
เมื่อเลือกได้แล้ว ลองเก็บบันทึกสักระยะว่าเทรดช่วงไหน Spread เท่าไร ข่าวแบบใดทำให้กราฟวิ่งแรง และจังหวะไหนที่ตัวเองตัดสินใจพลาด ข้อมูลจากการเทรดของตัวเองจะตอบได้ชัดกว่าคำแนะนำทั่วไปว่าคู่ไหนเหมาะกับเราจริง
ข้อผิดพลาดที่มือใหม่มักเจอเวลาเลือกคู่เงิน
เลือกคู่ที่วิ่งแรงที่สุดเพราะคิดว่ากำไรง่าย
กราฟที่วิ่งเร็วให้โอกาสมากขึ้นก็จริง แต่ความผิดพลาดก็ขยายเร็วขึ้นเหมือนกัน ถ้ายังวาง Stop Loss หรือคำนวณ Lot ไม่คล่อง การเริ่มจากคู่ที่แกว่งจัดอาจทำให้เรียนรู้ยากขึ้นโดยไม่จำเป็น
เปิดหลายคู่ที่เคลื่อนไหวไปทางเดียวกัน
การมีสามออเดอร์ไม่ได้แปลว่ากระจายความเสี่ยง ถ้าทั้งสามออเดอร์ขึ้นอยู่กับทิศทางของ USD เหมือนกัน ควรมองความเสี่ยงรวมของพอร์ต ไม่ใช่ดูแยกทีละกราฟ
เปลี่ยนคู่เงินทุกครั้งที่ขาดทุน
การเปลี่ยนกราฟไปเรื่อย ๆ ทำให้เราไม่ทันเรียนรู้นิสัยของคู่ใดเลย บางครั้งปัญหาไม่ได้อยู่ที่คู่เงิน แต่อยู่ที่จุดเข้า ขนาด Lot หรือการเทรดในช่วงข่าวที่ไม่เหมาะกับแผน
คิดว่าคู่เงินหลักไม่มีความเสี่ยง
สภาพคล่องสูงช่วยเรื่องต้นทุนและการเข้าออก แต่ไม่ได้ป้องกันราคาผันผวน ช่วงประกาศตัวเลขสำคัญหรือการตัดสินใจดอกเบี้ย คู่เงินหลักสามารถเคลื่อนไหวเร็วมากได้เช่นกัน
สรุป คู่เงินหลัก Forex เลือกไม่ยากถ้ารู้ว่าเรากำลังมองหาอะไร
คู่เงินหลัก Forex โดยทั่วไปมี 7 คู่ ได้แก่ EUR/USD, USD/JPY, GBP/USD, USD/CHF, AUD/USD, USD/CAD และ NZD/USD จุดเด่นร่วมกันคือมีดอลลาร์สหรัฐอยู่หนึ่งฝั่ง สภาพคล่องสูง และมีข้อมูลให้ติดตามค่อนข้างมาก
แต่สิ่งที่สำคัญกว่าการจำรายชื่อให้ครบ คือรู้ว่าแต่ละคู่มีแรงขับต่างกัน และเลือกคู่ที่เข้ากับเวลาที่เรามี ความผันผวนที่เรารับได้ และข่าวที่เราติดตามไหว สำหรับมือใหม่ การเริ่มจาก EUR/USD หรือเลือกเพียง 1 ถึง 2 คู่มาศึกษาให้คุ้น มักช่วยให้พัฒนาการอ่านกราฟได้เร็วกว่าการไล่เทรดทุกคู่ที่เคลื่อนไหว
ถ้ากำลังเลือกบัญชีสำหรับเทรด Forex กับ MORROC Prime ควรดู Spread, Commission, Leverage และเงื่อนไขการซื้อขายของคู่เงินที่สนใจควบคู่กัน เพราะคู่เงินเดียวกันอาจมีต้นทุนต่างกันตามประเภทบัญชีและช่วงเวลาที่เทรด
FAQ คำถามที่พบบ่อย

1. คู่เงินหลัก Forex มีทั้งหมดกี่คู่
โดยทั่วไปมักนับ 7 คู่ ได้แก่ EUR/USD, USD/JPY, GBP/USD, USD/CHF, AUD/USD, USD/CAD และ NZD/USD ซึ่งทุกคู่มีดอลลาร์สหรัฐอยู่หนึ่งฝั่ง
2. คู่เงินไหนเหมาะกับมือใหม่ที่สุด
EUR/USD มักเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี เพราะสภาพคล่องสูง ข่าวหาได้ง่าย และโดยทั่วไป Spread แข่งขันกันมาก แต่ยังต้องใช้ Stop Loss และบริหารขนาด Lot เหมือนคู่เงินอื่น
3. คู่เงินหลักกับคู่เงินรองต่างกันอย่างไร
คู่เงินหลักมี USD อยู่ฝั่งหนึ่ง ส่วนคู่เงินรองเป็นการจับคู่สกุลเงินสำคัญโดยไม่มี USD เช่น EUR/GBP หรือ GBP/JPY
4. คู่เงินหลัก Spread ต่ำกว่าทุกคู่เสมอหรือไม่
ไม่เสมอ แต่โดยทั่วไปคู่ที่มีสภาพคล่องสูงมักมี Spread แคบกว่าในภาวะตลาดปกติ อย่างไรก็ตาม Spread สามารถกว้างขึ้นได้ในช่วงข่าวแรงหรือช่วงที่สภาพคล่องลดลง
5. ควรเทรดคู่เงินหลักกี่คู่พร้อมกัน
สำหรับมือใหม่ เริ่มจาก 1 ถึง 2 คู่จะตามข่าวและเรียนรู้พฤติกรรมราคาได้ง่ายกว่า เมื่อมีประสบการณ์มากขึ้นค่อยเพิ่มจำนวนคู่ตามแผนที่บริหารความเสี่ยงได้จริง
6. เทรดหลายคู่ช่วยกระจายความเสี่ยงหรือไม่
ช่วยได้ก็ต่อเมื่อความเสี่ยงของแต่ละคู่ไม่ได้ผูกกับปัจจัยเดียวกันมากเกินไป หากเปิดหลายคู่ในทิศทางที่ล้วนเดิมพันกับ USD แบบเดียวกัน ความเสี่ยงรวมอาจสูงกว่าที่คิด